Natureprof
“เวชสำอาง” กับ “เครื่องสำอาง” ความเข้าใจที่ถูกต้องตามกฎหมายไทย ที่เจ้าของแบรนด์ นักลงทุน และผู้บริโภคควรรู้

“เวชสำอาง” กับ “เครื่องสำอาง” ความเข้าใจที่ถูกต้องตามกฎหมายไทย ที่เจ้าของแบรนด์ นักลงทุน และผู้บริโภคควรรู้

เข้าใจคำให้ตรงกฎหมาย ก่อนสร้างแบรนด์เวชสำอาง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คำว่า “เวชสำอาง (Cosmeceutical)” กลายเป็นคำที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในวงการความงามและสุขภาพผิว หลายแบรนด์นำคำนี้มาใช้สื่อสารทางการตลาดเพื่อสร้างภาพลักษณ...

เข้าใจคำให้ตรงกฎหมาย ก่อนสร้างแบรนด์เวชสำอาง

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คำว่า “เวชสำอาง (Cosmeceutical)” กลายเป็นคำที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในวงการความงามและสุขภาพผิว หลายแบรนด์นำคำนี้มาใช้สื่อสารทางการตลาดเพื่อสร้างภาพลักษณ์ความเชื่อมั่น ว่าผลิตภัณฑ์ของตนมีคุณสมบัติ “เหนือกว่าเครื่องสำอางทั่วไป” และ “ใกล้เคียงกับยา” แต่ในทางกฎหมายของประเทศไทย ความจริงแล้ว “เวชสำอาง” ไม่ได้เป็นหมวดผลิตภัณฑ์ที่มีกฎหมายรองรับ


Image name : “เวชสำอาง” กับ “เครื่องสำอาง” ความเข้าใจที่ถูกต้องตามกฎหมายไทย ที่เจ้าของแบรนด์ นักลงทุน และผู้บริโภคควรรู้

 

บทความนี้ NatureProf จะพาคุณเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า

       “เวชสำอาง” และ “เครื่องสำอาง” ต่างกันอย่างไรในทางกฎหมาย

       เหตุใดคำว่า “เวชสำอาง” ถึงถูกใช้ได้เฉพาะทางการตลาดเท่านั้น

       ผลิตภัณฑ์ที่เรียกว่า “เวชสำอางสมุนไพร” จริง ๆ แล้วอยู่ภายใต้ พ.ร.บ. อะไร

       และเจ้าของแบรนด์ นักลงทุน และผู้บริโภคควรปฏิบัติอย่างไรให้ถูกต้อง


ทำไมคำว่า “เวชสำอาง” ถึงสร้างความสับสนในตลาดไทย

คำว่า “เวชสำอาง” เกิดจากการรวมคำว่า “เวชภัณฑ์ (Pharmaceutical)” กับ “เครื่องสำอาง (Cosmetic)” เพื่อสื่อว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติอยู่กึ่งกลางระหว่างยาและเครื่องสำอาง คือ “ใช้เพื่อความงาม แต่มีส่วนผสมออกฤทธิ์เชิงวิทยาศาสตร์ที่ให้ผลลึกคล้ายยา”

ในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา หรือยุโรป คำว่า cosmeceutical ก็ถูกใช้เช่นกัน แต่ในทางกฎหมาย FDA (Food and Drug Administration) ของสหรัฐฯ ก็ระบุชัดว่า “ไม่มีกฎหมายรองรับหมวด cosmeceutical แยกต่างหาก” ผลิตภัณฑ์ใด ๆ ต้องถูกจัดเป็น ยา หรือ เครื่องสำอาง เท่านั้น

ประเทศไทยเองก็ใช้หลักเดียวกัน โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข แบ่งผลิตภัณฑ์สุขภาพออกเป็นหมวดใหญ่ 6 ประเภท ได้แก่ อาหาร ยา เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์สมุนไพร เครื่องมือแพทย์ และวัตถุอันตราย ดังนั้นเมื่อแบรนด์ใดใช้คำว่า “เวชสำอาง” จึงต้องเข้าใจให้ชัดว่า ในเอกสารทางกฎหมาย ยังต้องขึ้นทะเบียนเป็น “เครื่องสำอาง” หรือ “ผลิตภัณฑ์สมุนไพร” เท่านั้น

นิยามทางกฎหมายของ “เครื่องสำอาง” และ “เวชสำอาง” ในประเทศไทย

เครื่องสำอาง (Cosmetic) ตาม พ.ร.บ.เครื่องสำอาง พ.ศ. 2558

กฎหมายกำหนดไว้ชัดในมาตรา 4 ว่า

“เครื่องสำอาง หมายถึง วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้กับส่วนภายนอกของร่างกาย โดยวิธีทา ถู นวด โรย พ่น หยอด ใส่ อบ หรือวิธีอื่น เพื่อวัตถุประสงค์ในการทำความสะอาด ความสวยงาม เปลี่ยนแปลงลักษณะที่ปรากฏ ระงับกลิ่นกาย หรือรักษาส่วนต่าง ๆ ให้อยู่ในสภาพดี”

กล่าวอย่างง่ายคือ เครื่องสำอางคือผลิตภัณฑ์ที่ใช้ภายนอกร่างกาย เพื่อความงามและบำรุงสุขอนามัย โดยไม่มีผลต่อโครงสร้างหรือการทำงานของร่างกายภายใน

ตัวอย่าง : ครีมบำรุงผิว โลชั่นกันแดด แชมพู น้ำหอม ลิปบาล์ม สบู่


เวชสำอาง (Cosmeceutical)

คำนี้ ไม่มีปรากฏในกฎหมายไทย ไม่อยู่ใน พ.ร.บ.เครื่องสำอาง และไม่อยู่ใน พ.ร.บ.ยา หรือ พ.ร.บ.ผลิตภัณฑ์สมุนไพร แต่ถูกใช้ในทางการตลาดเพื่อสื่อว่าผลิตภัณฑ์มีสารออกฤทธิ์เชิงชีวภาพ (Bioactive) เช่น วิตามิน A (เรตินอล), กรดผลไม้ (AHA), เปปไทด์, หรือสารสกัดสมุนไพรที่ผ่านการทดสอบในห้องแล็บ

อย่างไรก็ตาม อย. ยืนยันว่า “คำว่าเวชสำอางไม่มีกฎหมายรองรับในประเทศไทย ผู้ประกอบการสามารถใช้คำนี้ทางการตลาดได้ แต่ต้องไม่โฆษณาในลักษณะของยา หรืออวดอ้างผลการรักษาโรค”

แล้ว “เวชสำอางสมุนไพร” อยู่ในกฎหมายไหน?

ในปี 2562 กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. 2562 เพื่อควบคุมผลิตภัณฑ์ที่ใช้สารสกัดจากสมุนไพรในการเสริมสุขภาพหรือความงาม ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้เป็น “สะพานกลาง” ระหว่างยาและเครื่องสำอาง เช่น น้ำมันสมุนไพร ครีมสมุนไพร โลชั่นสมุนไพร

มาตรา 4 นิยามว่า “ผลิตภัณฑ์สมุนไพร หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่มีสมุนไพรหรือสารสกัดสมุนไพรเป็นส่วนประกอบ และมุ่งหมายให้ใช้เพื่อบำบัด บรรเทา ป้องกันโรค หรือเพื่อบำรุงร่างกาย เสริมสุขภาพ หรือเพื่อความสวยงาม”

ดังนั้น สิ่งที่ตลาดเรียกว่า “เวชสำอางสมุนไพร” จึงต้องขึ้นทะเบียนเป็น “ผลิตภัณฑ์สมุนไพร” กับกองผลิตภัณฑ์สมุนไพร อย. ไม่ใช่เวชสำอางตามชื่อที่เข้าใจ

ตัวอย่าง :

       ครีมสมุนไพรขมิ้นชัน (Curcuma longa cream)

       เซรั่มใบบัวบก (Centella asiatica serum)

       น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นบำรุงผิว (Virgin Coconut Oil Lotion)

ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ใช้สมุนไพรเป็นสารสำคัญ และมีวัตถุประสงค์เพื่อ “บำรุงผิว เสริมสุขภาพ” แต่ไม่อ้างสรรพคุณรักษาโรค จึงอยู่ภายใต้ พ.ร.บ. ผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. 2562


ความแตกต่างสำคัญระหว่าง “เครื่องสำอาง” กับ “เวชสำอาง/ผลิตภัณฑ์สมุนไพร”

ประเด็น

เครื่องสำอาง (Cosmetic)

เวชสำอาง/ผลิตภัณฑ์สมุนไพร (Herbal Product)

กฎหมายควบคุม

พ.ร.บ.เครื่องสำอาง พ.ศ. 2558

พ.ร.บ.ผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. 2562

หน่วยงานกำกับ

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)

กองผลิตภัณฑ์สมุนไพร (อย.)

จุดประสงค์การใช้

เพื่อความงาม ความสะอาด บำรุงภายนอก

เพื่อบำรุง เสริมสุขภาพ หรือความงามโดยใช้สมุนไพร

ส่วนผสมหลัก

สารสังเคราะห์ วิตามิน หรือสารธรรมชาติทั่วไป

สมุนไพรไทยและต่างประเทศ, สารสกัดธรรมชาติ

การขึ้นทะเบียน

จดแจ้ง (Notification) ผ่านระบบ e-Submission

ขึ้นทะเบียน (Registration) ต้องยื่นสูตร, สารสกัด, ผลทดสอบความปลอดภัย

การโฆษณา

ห้ามอ้างสรรพคุณทางยา เช่น “รักษาสิว ฝ้า แผล”

สามารถกล่าวอ้างการบำรุง เสริมสุขภาพได้ แต่ห้ามใช้คำว่า “รักษา”

บทลงโทษหากฝ่าฝืน

จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท

จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท

 

มุมมองสำหรับเจ้าของแบรนด์และนักลงทุน

(1) เข้าใจฐานกฎหมายก่อนสร้างแบรนด์

สิ่งแรกที่เจ้าของแบรนด์ต้องรู้คือผลิตภัณฑ์ของคุณเข้ากฎหมายหมวดใด การอ้างผิดหมวดอาจทำให้ถูกเพิกถอนเลขจดแจ้งหรือถูกดำเนินคดีได้ เช่น หากคุณทำ “ครีมขมิ้นรักษาสิว” แต่จดแจ้งเป็นเครื่องสำอาง ถือว่าผิดกฎหมาย เพราะคำว่า “รักษา” เป็นสรรพคุณของยา

(2) ใช้คำว่า “เวชสำอาง” ได้ แต่ต้องไม่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด

อย. ไม่ได้ห้ามใช้คำนี้ในชื่อการค้า แต่ห้ามใช้ในลักษณะที่สื่อว่า “เป็นยา”  เช่น

       “ครีมเวชสำอางรักษาฝ้า” = ผิด

       “ครีมเวชสำอางบำรุงผิวจากสมุนไพร” = ใช้ได้ (หากสื่อถึงการบำรุง ไม่ใช่รักษา)


(3) การพัฒนาเวชสำอางสมุนไพรต้องมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์รองรับ

แม้จะไม่ต้องยื่นผลการทดสอบประสิทธิภาพเหมือนยา แต่แบรนด์ที่ต้องการสร้างความเชื่อมั่นควรมีผลการทดสอบทางห้องปฏิบัติการ (Efficacy Test & Safety Test) เช่น

       การทดสอบการระคายเคือง (Irritation Test)

       การทดสอบการยับยั้งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับเม็ดสีผิว (Tyrosinase Inhibition)

       การทดสอบประสิทธิภาพของสารออกฤทธิ์ (Active Biomarker Test)

สิ่งเหล่านี้ช่วยให้แบรนด์มีจุดขายเชิงวิทยาศาสตร์ และสื่อสารได้อย่างถูกต้องภายใต้กฎหมาย


(4) นักลงทุนควรดูความพร้อมด้านเอกสารและการขึ้นทะเบียน

ก่อนลงทุนในผลิตภัณฑ์ใด ควรตรวจสอบว่าแบรนด์มีเอกสารครบถ้วนหรือไม่ เช่น

       ใบรับจดแจ้งหรือใบทะเบียนผลิตภัณฑ์สมุนไพร

       รายการสารสกัดพร้อม COA (Certificate of Analysis)

       รายงานความปลอดภัย (Safety Assessment)

       เอกสาร GMP ของโรงงาน

เพราะเอกสารเหล่านี้จะเป็นหลักฐานความน่าเชื่อถือและคุ้มครองผู้ลงทุนในระยะยาว


มุมมองสำหรับผู้บริโภค : อ่านฉลากให้เป็น ปลอดภัยแน่นอน

ผู้บริโภคจำนวนมากเข้าใจว่า “เวชสำอาง” ต้องปลอดภัยกว่าเครื่องสำอางทั่วไป แต่ในความเป็นจริง คำว่าเวชสำอางไม่การันตีความปลอดภัย
สิ่งที่ผู้บริโภคควรตรวจสอบคือ :

(1) เลขที่ใบรับจดแจ้ง/ทะเบียน

o   เครื่องสำอาง : เลขจดแจ้ง 10 หรือ 13 หลัก (ขึ้นต้น 10-x-xxxxxxx)

o   ผลิตภัณฑ์สมุนไพร : มีเลขทะเบียน HP กำกับ

(2) ส่วนผสม (Ingredients)

o   หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ไม่เปิดเผยส่วนผสม หรือมีคำว่า “สูตรลับเฉพาะ” เพราะอย. กำหนดให้ต้องแสดงชื่อสารสำคัญทั้งหมด

(3) คำโฆษณา

o   ถ้ามีคำว่า “รักษา”, “เห็นผลทันที”, “ปลอดภัย 100%” ให้สงสัยไว้ก่อน

o   ผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้องตามกฎหมายจะสื่อสารอย่างระมัดระวัง เช่น “ช่วยบำรุงให้ผิวแลดูเรียบเนียนขึ้น” แทนคำว่า “ลดริ้วรอยถาวร”


Image name : “เวชสำอาง” กับ “เครื่องสำอาง” ความเข้าใจที่ถูกต้องตามกฎหมายไทย ที่เจ้าของแบรนด์ นักลงทุน และผู้บริโภคควรรู้


แนวโน้มของตลาด “เวชสำอางสมุนไพร” ในอนาคต

ตลาดความงามไทยมีมูลค่ามากกว่า 250,000 ล้านบาทต่อปี และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากเทรนด์ “Natural & Functional Beauty” ผู้บริโภคเริ่มมองหาผลิตภัณฑ์ที่มีสารสกัดจากธรรมชาติและปลอดภัย

 


เวชสำอางสมุนไพรจึงเป็นโอกาสทองของนักลงทุนไทย
            แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องทางกฎหมายและข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ที่ตรวจสอบได้ แบรนด์ที่สามารถผสมผสาน “ภูมิปัญญาสมุนไพรไทย” เข้ากับ “เทคโนโลยีการสกัดสมัยใหม่” เช่น นาโนเอนแคปซูเลชัน (Nano Encapsulation), ไลโปโซม (Liposome) หรือ บิโอเทค (Advanced Biotech) จะมีศักยภาพสูงในการแข่งขันทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ


เข้าใจให้ถูก สื่อสารให้ชัด และสร้างแบรนด์ให้ยั่งยืน

“เวชสำอาง” ไม่ใช่หมวดผลิตภัณฑ์ทางกฎหมาย แต่เป็นคำสื่อสารทางการตลาด

 ดังนั้น เจ้าของแบรนด์และนักลงทุนต้องเข้าใจโครงสร้างกฎหมายก่อนพัฒนาและโฆษณาผลิตภัณฑ์ เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงทางกฎหมายและเสียความน่าเชื่อถือในตลาด ผู้บริโภคเองก็ควรตระหนักว่า สิ่งที่สำคัญไม่ใช่ชื่อที่เขียนบนฉลาก แต่คือ “เลขจดแจ้งที่ถูกต้อง”, “ส่วนผสมที่ปลอดภัย”, และ “ผลการทดสอบที่ตรวจสอบได้”


Image name : “เวชสำอาง” กับ “เครื่องสำอาง” ความเข้าใจที่ถูกต้องตามกฎหมายไทย ที่เจ้าของแบรนด์ นักลงทุน และผู้บริโภคควรรู้

 

NatureProf เชื่อว่าการสร้างอุตสาหกรรมความงามอย่างยั่งยืน ต้องเริ่มจาก “ความเข้าใจที่ถูกต้อง” และ “การสื่อสารอย่างโปร่งใส” ระหว่างแบรนด์ นักลงทุน และผู้บริโภค หากคุณเป็นเจ้าของแบรนด์หรือนักลงทุนที่ต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรหรือเวชสำอางสมุนไพร ให้ถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมผลทดสอบด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพทางวิทยาศาสตร์
 
NatureProf (โรงงาน OEM /  โรงงาน ODM) เรามีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องสำอาง สมุนไพร และชีวเคมี พร้อมบริการครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบสูตร ทดสอบ เอกสาร และจดทะเบียนผลิตภัณฑ์​